[Okinawa] เที่ยวโอกินาว่าด้วยงบน้อยกว่าเกาะหลีเป๊ะ!

 

โอกินาว่า เป็นเกาะใต้สุดของญี่ปุ่นที่เรารู้จักผ่านสื่อของญี่ปุ่นมาตลอด เช่น สมัยก่อนอ่านการ์ตูนเรื่อง GTO ก็จะมีตอนที่พานักเรียนไปทัศนศึกษาที่โอกินาว่า หรือโตขึ้นมาหน่อยก็ดูหนังเรื่อง Nada Sou Sou ที่ทั้งเรื่องอยู่ที่โอกินาว่า จนค่อยๆซึมซับมาเรื่อยๆว่า เออ .. อยากไปโอกินาว่าบ้างว่ะ อยากไปเห็นว่าทะเลญี่ปุ่นมันเป็นยังไง

จนในที่สุดก็ได้ไปโอกินาว่าครั้งแรก เมื่อปลายปี 2015 โดยตอนนั้นนั่งสายการบิน Hong Kong Airlines ไปสมใจ ซึ่งโดยรวมก็นับว่าประทับใจกับเมืองนี้ประมาณนึง แต่ด้วยความที่เป็นคนชอบเที่ยวเมืองมากกว่าธรรมชาติ ก็รู้สึกว่า คงไม่ใช่เมืองที่เราจะมาบ่อยๆ ซึ่งถ้าเทียบกับโตเกียวแล้ว เราสามารถไปโตเกียวปีละสองครั้งเพื่อเที่ยวแบบไม่ซ้ำท่าได้สบายมาก แต่พอเป็นโอกินาว่า รู้สึกว่าคงต้องรออีกสักสามสี่ปีค่อยมาอีกทีดีกว่า เอาแบบคิดถึงค่อยมา

ปรากฏว่า เมื่อต้นปีมีข่าวว่า Peach Air สายการบินโลว์คอสต์ในเครือของ ANA จะเปิดรูทบินตรงจากสนามบินสุวรรณภูมิไปโอกินาว่า แถมมีตั๋วโปรออกมาเรื่อยๆ ความหน้ามืดมัวเมาในตั๋วถูกก็เข้าครอบงำ แหม สามสี่ปีจะรอทำไม ตั๋วแบบนี้ไม่ใช่จะมีมาบ่อยๆ ดันเจอตั๋วโปรแบบไม่ต้องออกแรงหามาก แถมอีเพื่อนทั้งหลายก็พร้อมใจเออออตอบตกลงทันทีที่ชวน เลยได้ไปโอกินาว่ารอบสองมาแบบไม่ได้ตั้งใจ โดยไปกันทั้งหมด 4 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่เหมาะมากๆสำหรับการเที่ยวโอกินาว่า

แต่โอกินาว่ารอบนี้ มีเรื่องที่คาดไม่ถึงคือ กลับบ้านมานั่งปิดงบค่าใช้จ่าย พบว่าทริป 3 วัน 3 คืน (นอนโรงแรม 2 คืน นอนบนเครื่อง 1 คืน) ใช้เงินไปแค่ 14,500 บาท ซึ่งถูกกว่าไปเกาะหลีเป๊ะอี๊กกกกกก (ทริปหลีเป๊ะใช้ไปเกือบสองหมื่นจ้า)

อ่ะ … อ่านมาถึงตรงนี้ บางคนอาจจะค่อนขอดว่า 14,500 บาทก็ไปญี่ปุ่นได้ นี่คือกระทู้พันทิปใช่มั้ย แบบซื้อของกินในเซเว่นโง่ๆทุกวัน นอนโฮสเทล ประหยัดจนนึกว่าบินไปบำเพ็ญเพียรตบะมากกว่าจะไปเที่ยวใช่มะ …

ผิดจ้ะ … 14,500 บาท ก็ไปเที่ยวโอกินาว่าได้ในแบบของเรา รวมค่าใช้จ่ายดังนี้

  1. ค่าตั๋วเครื่องบิน Peach Air ไปกลับ ไม่รวมโหลดกระเป๋า ราคาโปรฯ เบ็ดเสร็จ 6,200 บาท
  2. ค่าโรงแรม Okinawa Grand Mer Hotel (สี่ดาว) นอนห้องสไตล์ญี่ปุ่นใหญ่ยักษ์ขนาด 44 ตารางเมตร ปูฟุตงนอนได้ 4 ฟูกได้ ที่สำคัญคือ ราคานี้รวมอาหารเช้าอย่างอลังการ ยอมรับว่าดีเหนือคาดมาก ดีพอๆกับโรงแรมห้าดาวที่เคยนอนในเมืองใหญ่อย่างโอซาก้าหรือเกียวโต และเป็นห้อง sea view ชั้น 10 ด้วย หารเบ็ดเสร็จออกมา 2,250 บาท/คน/ 2 คืน
  3. ค่าเดินทางตลอดทริป ได้แก่ ค่าเช่ารถ ค่าทางด่วน ค่าน้ำมัน ค่าที่จอดรถ ทั้งทริปเบ็ดเสร็จ 16,000 เยน หารออกมาแค่คนละ 1,250 บาท
  4. ค่าอาหารครบทุกมื้อในทริป ต้องบอกก่อนว่าอาหารที่โอกินาว่า ไม่ค่อยแพงมาก และก็ไม่ได้มี option อลังการให้กินมากนัก  ยิ่งหักค่าอาหารเช้าโรงแรมไปสองมื้อ เฉลี่ยใช้เงินค่ากินประมาณ 3,000 บาท โดยไม่ต้องอดอยากยากแค้นใดๆ ทุกมื้อกินอิ่ม อยากสั่งอะไรสั่ง อยากกินอะไรกิน ราคานี้รวมค่าเหล้า ค่าผลไม้มื้อดึกที่ซื้อกลับมากินจุ๊บจิ๊บในโรงแรมด้วย
  5. ค่าเข้าที่เที่ยวหลักๆ 2 ที่ คือ จุราอุมิอะควาเรี่ยม กับ Okinawa World อีก 900 บาท
  6. ที่เหลือคือค่าจุ๊กจิ๊ก เช่น ค่าเช่า pocket wifi รุ่นท๊อปของ samurai wifi ค่าซื้อหนมตามคอมบินิ ซึ่งเข้าบ่อยมากกกกก ซื้อขนมแดกกันทุกสามชั่วโมง อีกประมาณเกือบๆ 1,000 บาท

รวมเบ็ดเสร็จแล้ว 14,500 บาท จริงๆ ไม่รวมอย่างเดียวคือค่าช้อปปิ้ง ซึ่งอีเพื่อนทั้งสามคือช้อปปิ้งกันแทบล้มละลาย น่าจะหมดตังค์ไปมากกว่าค่าทริปซะอีก อีผี…

ต้องบอกก่อนว่า ทริปนี้ เทียบเท่ากับที่บริษัททัวร์ชอบจัดทริป 3 วัน 3 คืน ตอนนี้ขายค่าแพคเกจอยู่ที่ราวๆ 19,000 บาท ซึ่งราคานี้รวมอาหารแค่ 3-4 มื้อเท่านั้น ที่เหลือปล่อยหากินเอง นอนโรงแรมประมาณ 3 ดาว และปล่อยเที่ยวอิสระวันนึง ถ้าจะไปอะควาเรี่ยมต้องเสียตังค์ซื้อทัวร์เพิ่ม และไม่รวมค่าทิปไกด์ด้วย ลองคำนวณเบ็ดเสร็จก็ต้องจ่ายราวๆ 24,000 บาทอยู่ดี

คำถามคือ เราเที่ยวยังไงถึงได้ถูกขนาดนี้???

คือปกติเราเวลาเที่ยวญี่ปุ่นนี่แทบไม่มีคำว่า “คุมงบ” เลย ทริปนี้ก็ไม่ได้รู้สึกกดดันว่าต้องคุมงบ ห้ามเกินเท่านั้นเท่านี้ ตอนสรุปงบแล้วยังงงเองเลยว่าทำไมถูกจังวะ แต่พอมาดูรายละเอียดแล้ว ทริปนี้มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ราคาค่าทริปทั้งหมดถูกลงกว่าที่คิดไว้มาก โดยที่ไม่ต้องลำบาก ไม่ต้องอดมื้อกินมื้อ ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

บินกับ Peach Air

  • บิน Peach Air เป็นทางเลือกที่ดีมาก เพราะเวลาดี ไปถึงโอกินาว่าตอน 7.30 น. เที่ยวได้เลย และขากลับ ออกจากโอกินาว่าตอน 21.15 น. ก็เที่ยวได้ทั้งวันเช่นกัน ซึ่งถ้าไม่ได้เที่ยวเจาะลึกอะไร สำหรับเราเที่ยวแค่ 3-4 วันถือว่ากำลังดี ไม่มากไม่น้อยไป
  • ตอนนี้มีราคาโปรโมชั่นออกมาเรื่อยๆเลย ส่วนตัวคิดว่า ถ้าได้ราคาไปกลับ ไม่รวมโหลดกระเป๋า ในราคาไม่เกิน 7,000 บาทก็นับว่าประเสริฐมากแล้ว สำหรับไฟลท์บินตรงที่เวลาดีขนาดนี้ (ถ้าตั้งใจไปช้อป ก็โหลดกระเป๋าเพิ่มได้ ไปกลับประมาณ 2,000 บาท แต่ส่วนตัวเราว่าโอกินาว่าไม่ได้มีอะไรให้ช้อปขนาดนั้น)
  • เราไม่สนใจเรื่อง in-flight service เลย เพราะบินกลางคืน นอนลูกเดียวจ้า เอาที่ปิดตาปิดหูไปด้วยจะดีมาก ตื่นอีกทีก็ลงเครื่องแล้ว
  • ข้อเสียหลักๆของ Peach Air ก็มีอยู่เหมือนกัน
    • สนามบินที่โอกินาว่า เป็น low-cost terminal ซึ่งง่อยเปลี้ยใช้ได้ทีเดียว คือ ลักษณะเหมือนเป็นโกดังขนาดใหญ่ อยู่ในโซนเดียวกับ cargo ให้ความรู้สึกเป็นประชาชนชั้นสอง เหมือนผู้ลี้ภัยลักลอบเข้าเมือง เพราะในโกดัง เอ้ย ในเทอร์มินัล แทบไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรเลย มีร้านกาแฟร้านนึง ร้านดิวตี้ฟรีสองร้าน จบ. ที่นั่งรอน้อยมาก แต่เรื่องห้องน้ำไม่ต้องห่วง สะอาดมาก และเป็นโถส้วมแบบ washlet ตามมาตรฐานญี่ปุ่น ถ้าใครจะพาพ่อแม่มาเที่ยว ข้อนี้สำคัญมาก เพราะคนแก่จะเหนื่อยมากๆ ซึ่งถ้าเทียบกับตอนที่บินฮ่องกงแอร์ไลน์ครั้งก่อน บินจากเทอร์มินัลหลัก สะดวกสบายกว่ามากมาย
    • Peach Air เคร่งเรื่องน้ำหนักมาก ซึ่งต่างจากสายการบิน low-cost ในบ้านเรา ขาไปจากเมืองไทยจะไม่เคร่งเท่าไร แต่ขากลับจากญี่ปุ่นนี่โคตรเป๊ะ คือถ้าใครไม่โหลดกระเป๋า สัมภาระเอาขึ้นเครื่องได้ 2 ชิ้น น้ำหนักรวมไม่เกิน 10 กิโล ซึ่งพวกถุงสินค้าดิวตีฟรีก็นับรวมเป็นหนึ่งชิ้น ต้องวางแผนให้ดี และมีการวัดขนาดกระเป๋าด้วย ถึงขนาดมีพนักงานมาเอาสายวัดมาวัดกว้างยาวสูงกันเลยทีเดียว พี่ชายเราเพิ่งบินไฟลท์เดียวกันก่อนเราอาทิตย์นึง นางบอกว่า ใครน้ำหนักเกิน 2 ขีดก็ต้องเอาออกจนกว่าจะไม่เกิน
  • สรุป: Peach Air เป็นทางเลือกที่ดีมาก ถ้าได้ตั๋วโปรราคาดี และมีเวลาเที่ยวจำกัด แต่ถ้าสบายๆ เราแนะนำว่าบินฮ่องกงแอร์ไลน์ก็ไม่ได้แย่เลย แค่เสียเวลาต่อเครื่องนิดหน่อย
  • อัพเดท 18/3/2017: เมื่อสองวันก่อน มีข่าวใหญ่กรณี Peach Air เทผู้โดยสาร เพราะเครื่องเสียแล้วไม่สามารถหาเครื่องใหม่มาบินแทนได้ ทำให้ต้องยกเลิกเที่ยวบิน โดยไม่ชดเชยค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เช่น ค่าโรงแรม ค่ารถที่บางคนจ่ายไปแบบ non-refundable แล้ว ซึ่งส่วนนี้ เรามองว่าเป็นความเสี่ยงที่เราต้องรับจากการใช้บริการสายการบิน low-cost ซึ่งถ้ารายใหญ่ๆ อาจจะมีเครื่องใน fleet เยอะแล้วเอามาบินแทนกันได้ แต่กรณี Peach Air เขาไม่มี operation อะไรในเมืองไทยเลย ตามข่าวบอกว่า call enter ก็พูดไทยไม่ได้ ถ้าจะใช้บริการสายการบินนี้ ก็แนะนำว่าทำประกันเดินทาง และเผื่อหาทางหนีทีไล่กันไว้ด้วยเน้อ

เช่ารถ ถูกและสะดวกกว่าที่คิด

  • การเที่ยวที่โอกินาว่า ต่างจากเที่ยวโตเกียว โอซาก้าเพราะเราไม่ได้ใช้ระบบการขนส่งมวลชน พวกรถไฟ รถบัสเลย เช่ารถสะดวกกว่ามาก ซึ่งเที่ยวโตเกียว นั่งรถไฟ 4 คนก็จ่ายค่าตั๋ว 4 ใบ แต่ถ้าโอกินาว่า เช่ารถคันเดียว นั่งสี่คน หารกันสบายๆ นั่งสบายๆด้วย สถานที่เที่ยวส่วนใหญ่กระจายไปทั่วเกาะ ถ้าไม่เช่ารถจะวางแผนลำบากขึ้นเยอะ
  • ถ้ามาสี่คนแบบเรา เช่ารถ compact ธรรมดาๆนั่งได้กำลังดี ราคารวมค่าประกันภัยแล้ว วันนึงแค่ราวๆ 4,000 เยน/วัน เฉลี่ยออกมาแค่วันนึงคนละ 300 บาทเองเหอะ
  • เท่าที่เช็คราคาค่าเช่ารถ ใช้ของ OTS ถูกสุด ยิ่งจองล่วงหน้านานยิ่งถูก พนักงานพูดอังกฤษได้ มี airport transfer รถมี GPS ภาษาอังกฤษ แถมคู่มือพร้อม สะดวกมาก ไม่ต้องกลัว
  • อ้อ ที่ออฟฟิศ OTS ที่เราไปรับรถ มีเคาเตอร์ขายตั๋วราคาถูก เช่น ตั๋วอะควาเรี่ยมจุราอุมิ ปกติ 1,850 เยน ที่นี่ขาย 1,600 เยน ใช้วันไหนก็ได้ ประหยัดเห็นๆ

โรงแรมทำเลดี อะไรก็ดี

  • เรานั่งหาโรงแรมนานมาก สุดท้ายมาลงตัวที่ Okinawa Grand Mer Hotel อยู่แถวกลางเกาะ ห้องใหญ่สะใจและสามารถพักได้ 4 คนในห้องเดียวกัน นับว่าตอบโจทย์การมาเที่ยวกับเพื่อนๆได้ดีมาก สภาพโรงแรมอาจจะเก่าหน่อย แต่โดยรวมเมื่อเทียบกับราคาแล้ว เรารับได้สบายมาก ถือว่าคุ้มสุดๆ
  • ลองเช็คเรื่องโปรบัตรเครดิตดีๆ อย่างเราใช้ citibank จองผ่าน expedia ลดราคาได้อีก 10% ที่ว่าถูกแล้วยิ่งถูกเข้าไปอีก
  • ข้อดีของโรงแรมนี้คือ ขับรถแค่ 5 นาทีจะถึงห้าง Aeon ที่ใหญ่สุดในเกาะ ช้อปปิ้งสนุก ร้านอาหารเพียบ มีฟู้ดคอร์ที่รวมอาหารจากภาคพื้นอื่นๆของญี่ปุ่น เช่น มีร้านลิ้นวัวย่างจากเซนได มีซูเปอร์ใหญ่บึ้มไว้ซื้อของกลับบ้านแบบที่เดียวจบโดยไม่ต้องง้อร้านดองกี้ (จริงๆขับรถไปอีก 15 นาที จะมีดองกี้อีกสาขาที่ใหญ่มาก) สามารถฝากท้องได้สบายมาก พวกเหล้า ขนม ถูกกว่าซื้อในคอมบินิมาก
  • ส่วนตัวเราไม่แนะนำให้พักในเมือง Naha เพราะโรงแรมห้องเล็กและแพงกว่าเขตอื่นมาก เอาจริงๆถนนโคคุไซ ที่เป็นถนนช้อปปิ้งก็ไม่ได้มีอะไรให้เดินได้ทั้งวัน ถ้าขับรถอยู่แล้ว ยอมออกมาพักที่เขตอื่นดีกว่า สามารถขับรถเข้าไปจอด แล้วเดินแค่ครึ่งวันก็พอ ยิ่งถ้าตั้งใจจะไปดูอะควาเรี่ยมซึ่งอยู่ตอนเหนือของเกาะอยู่แล้ว เราคิดว่าการพักแถวๆกลางเกาะจะดีกว่าการพักในเมือง Naha เพราะค่อยๆไล่เที่ยวทีละโซนของเกาะได้ และไม่จำเป็นต้องขับรถยิงยาวทีเดียวจาก Naha ไปจนถึงอะควาเรี่ยม ซึ่งไกลเอาการอยู่ ประมาณ 100 กิโล

อาหาร

  • อาหารที่โอกินาว่าไม่แพงมาก เฉลี่ยเรากินอาหารมื้อนึงไม่มีมื้อไหนเกิน 2,000 เยน และส่วนตัวไม่ได้กรี๊ดกร๊าดกับอาหารของโอกินาว่ามาก เลยไม่ลงทุนกับการกินร้านแพงๆเท่าไร ซึ่งถ้าเทียบกับโตเกียวแล้ว ค่าอาหารต่อมื้อของเราแพงกว่ามากกกกกกกกก บางมื้อพิเศษๆหลักหมื่นเยนด้วยซ้ำ
  • โอกินาว่ามีที่กินแบบริมทาง คุณภาพโอเคเยอะแยะ อย่างในเมืองมีตลาด Makishi สั่งซาชิมิ อาหารทะเลกินจนอิ่ม หารออกมาก็ราวๆคนละ 2,000 เยนเอง ยิ่งใน Aeon มีร้านอาหารให้เลือกเพียบ ฟู้ดคอร์ทอาหารก็ไม่แย่เลย

แหล่งโอเมก้าสามแห่งทะเลญี่ปุ่น

A post shared by Chainut S. (@bongtao) on

ปัจจัยอื่นๆ

  • การวางแผนล่วงหน้าช่วยประหยัดงบได้มาก เราวางแผนทุกอย่างเสร็จก่อนเดินทาง 2 เดือน ทำให้ค่าเช่ารถ ค่าโรงแรมถูกกว่ามาจองใกล้ๆวันเดินทางเยอะ
  • เที่ยวช่วง off-season โรงแรมจะไม่แพงมาก ครั้งที่แล้วเราเที่ยวเดือนธันวาคม ราคาค่าโรงแรมแพงกว่าสองเท่า แต่ก็ต้องลุ้นเรื่องอากาศนิดนึง อย่างทริปนี้เราเจอฝนตกทั้งวันไปสองวัน ส่วนวันแดดออกก็แดดจ้ามาก เที่ยวเอาท์ดอร์ได้ทั้งวัน
  • ตัวหารสำคัญมาก เที่ยวสี่คนเป็นตัวเลขที่ดีที่สุดสำหรับทริปโอกินาว่า หารอะไรออกมาก็ถูกไปหมด
  • ไกด์บุ๊กเล่มที่แนะนำคือของ สนพ.แจ่มใส ที่เอาไกด์บุ๊ก Rurubu ของญี่ปุ่นมาแปลเลย ละเอียดดี ช่วงแรกๆอาจจะงงๆ เพราะตัวหนังสือและภาพจะรกมาก แต่พอใช้ไปสักพักจะเข้าใจละ ในหนังสือมีออกแบบทริปแต่ละวันได้ดีพอสมควรเลย

ไว้ตอนหน้า ถ้ามีเวลาจะมาเล่าต่อว่าไปเที่ยวอะไรมาบ้างครับ…

Until next time, Okinawa.

A post shared by Chainut S. (@bongtao) on

Be First to Comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *