[ITALY] อิตาลี 101: ไปครั้งแรกไปเที่ยวไหนดี

เผลอไม่ทันไร ปีนี้เหลือเวลาปีแค่ครึ่งเดือนก็จะหมดปีแล้ว บางคนอาจจะอยู่ในช่วงงานเดือด บางคนอาจจะเข้าระยะชิวเตรียมพร้อมไปเที่ยวกันแล้ว ซึ่งช่วงนี้น่าจะเป็นช่วงการเตรียมตัวเที่ยวสำหรับใครหลายคน เพราะเป็นช่วงเริ่มต้น high season ของการท่องเที่ยวที่จะลากยาวไปจนถึงช่วงสงกรานต์นู่น และหนึ่งใน destination ยอดฮิตในยุโรปที่หลายคนคิดถึงก็คือประเทศอิตาลี

ในฐานะที่เคยบินเข้าบินออกประเทศอิตาลีถี่ยิบอยู่ช่วงนึง วันนี้จะมาแนะนำสถานที่สำหรับทริป อิตาลี 101: ไปครั้งแรกไปเที่ยวไหนดี ซึ่งเป็นเมืองในแถบอิตาลีเหนือทั้งหมด โดยปกติแล้วทริปนี้น่าจะใช้เวลาประมาณ 5-7 วัน สำหรับการเที่ยวแบบไม่เร่งรีบมาก สามารถเจาะลึกถ้าสนใจมิวเซียม หรือสถาปัตยกรรมไหนเป็นพิเศษ หรือจะย่อเหลือ 4-5 วันก็ได้ถ้าเวลาไม่พอ ซึ่งรูทที่เราแนะนำคือ โรม-ปิซ่า-เวนิซ-มิลาน (หรือจะเริ่มจากมิลานก็ได้) และมีสถานที่ไฮไลท์อยู่ดังนี้

นครรัฐวาติกัน 

นครรัฐวาติกัน เป็นที่รู้จักในฐานะประเทศที่เล็กที่สุดในโลก คือเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในกรุงโรมของอิตาลีอีกทีนึง ฟังดูเหมือนจะใช้เวลาแป๊บเดียวไม่กี่ชั่วโมงก็เดินครบ แต่ความจริงแล้วให้เดินทั้งวัน หรือสองวันเต็มก็ยังไม่หมด เพราะแค่มิวเซียมอย่างเดียวก็มีอะไรให้ดูมากมายแล้ว (และคิวโคตรยาว ตอนเราไปคือรอเข้า 2 ชั่วโมง เดินข้างในอีก 3 ชั่วโมง เข้าไปตอนบ่ายออกมาฟ้ามืดเลย)

ส่วนไฮไลท์ของวาติกันคือ “วิหารเซนต์ปีเตอร์” ซึ่งเป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก นับเป็นสถาปัตยกรรมยุคเรอเนสซองซ์ซึ่งโบสถ์แห่งนี้ใช้เวลาสร้างถึง 150 ปี ส่วนตัวเราพบว่ากรุงโรมและวาติกัน ตอนกลางวันกับตอนกลางคืนสวยคนละแบบ แนะนำว่าให้ไปดูทั้งสองเวลาแล้วจะพบว่ามันสวยต่างกันจริงๆ

Map : State of the Vatican City

โคลอสเซียม (Colossium)

โคลอสเซียม อีกหนึ่งความอลังการของกรุงโรม เป็นสถาปัตยกรรมที่มีอายุกว่า 2,000 ปี เป็นอัฒจันทร์ยักษ์ ที่คาดว่าจุคนได้ประมาณ 60,000 คน และเป็น 1 ใน 7 สิ่งสิ่งมหัศจรรย์ของโลก”ยุคใหม่”  ในอดีตโคลอสเซียมแห่งนี้เคยใช้เป็นสถานที่จัดแสดงเพื่อความบันเทิงหลากหลายรูปแบบ รวมถึงการประลอง Gladiator การต่อสู้รูปแบบต่างๆ ซึ่งด้วยอายุถึงกว่าสองพันปี ทำให้มีร่องรอยความเสื่อมโทรมของสถาปัตยกรรมอย่างเห็นได้ชัด

ค่าตั๋วเข้าชมประมาณ 12 ยูโร (เป็นตั๋วสองวันสำหรับ Colosseum + Roman Forum/Palatine hill) เป็นอีกที่ที่ต้องต่อคิวรอยาวมากๆ แต่ถ้าเรามี Roma pass ก็เดินเข้าไปอีกช่องนึงเลยไม่ต้องรอคิว

Map : Colosseum

น้ำพุเทรวี่ (Fontana di Trevi)

ความอลังการที่สามของกรุงโรม ซึ่งเป็นที่ที่เราประทับใจเหนือความคาดหมายมาก  น้ำพุเทรวี่ เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์บาโร้กที่เขาว่ากันว่าคนที่โยนเหรียญลงไปในสระน้ำพุเทรวี่ ผู้นั้นจะได้กลับมาที่โรมอีกครั้งหนึ่ง (ซึ่งเราโยนครั้งแรกตอนปี 2011 แล้วได้กลับไปจริงๆอีกทีตอนปี 2014 นี่ก็ยังรออยู่ว่าเมื่อไหร่จะได้กลับไปอีก) ที่บอกว่าประทับใจเหนือความคาดหมายคือ ตอนเราเห็นรูปในเนท ก็จะรู้สึกว่า อืม น้ำพุอ่ะ มันจะใหญ่โตอลังการสักแค่ไหนเชียว แต่เอาจริงๆคือของจริงมันใหญ่และสวยกว่าที่เคยเห็นในเนทมาก เสียอย่างเดียวคือคนประมาณแปดล้าน โอกาสที่จะได้ถ่ายรูปแบบไร้ผู้คนแทบเป็นไปไม่ได้ แต่แค่ได้ยืนดูความอลังการก็ถือว่าประทับใจมากแล้ว

Map : Trevi Fountain

หอเอนปิซ่า

หอเอนปิซานี้อยู่ในจัตุรัสเปียซซา เดล ดูโอโม (Piazza Del Duomo) เป็นหอระฆังของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก มี 8 ชั้น เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ใช้เวลาในการก่อสร้างเกือบสองร้อยปี ซึ่งความเอียงนี้จริงๆแล้วเป็นความผิดพลาดทางวิศวกรรมที่ไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งมันค่อยๆเอียงมากขึ้นอย่างช้าๆจนกระทั่งช่วงปี 1990 ได้มีการซ่อมแซม ปรับปรุง ตั้งแต่การทำความสะอาดให้กลับมาสวยไฉไลอีกรอบ ไปจนถึงการเสริมโครงสร้างเพื่อไม่ให้มันถล่มลงมา

Map : Leaning Tower of Pisa

เวนิซ

เวนิซ นับเป็นเมืองที่ไม่ควรพลาดสำหรับทริปแรกในอิตาลี  เพราะเวนิซคือเมืองที่มีแลนด์สเคปไม่เหมือนเมืองไหนในอิตาลี เรายังจำได้ว่าตอนที่ออกมาจากสถานีรถไฟ แล้วได้เห็นเวนิซเป็นครั้งแรก เป็นอะไรที่ประทับใจและจำติดตามาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งเวนิซเองมีขนาดเล็กพอที่จะเดินทั่วเมืองไปจนถึงวิหารซานมาร์โก้ได้ (ถ้าใครเคยอ่านหนังสือเรื่อง Inferno ของ Dan Brown ห้ามพลาดเลย ได้เป็นเห็นของจริงจะฟินมาก) ส่วนใครอยากได้บรรยากาศ จะลองนั่งเรือกอนโดลาด้วยก็ดี ข้อเสียอย่างเดียวของเวนิซน่าจะเป็นเรื่องความแพงของทุกอย่างนี่แหละ

Map : Venice

มิลาน

เมืองใหญ่ทางตอนเหนือของอิตาลี เป็นมหานครแห่งแฟชั่นและศิลปะ โดยถูกจัดให้เป็นเมืองแห่งแฟชั่นที่มีชื่อเสียงเมืองหนึ่งของโลก เมืองนี้อาจจะไม่ได้โดดเด่นเรื่องสถาปัตยกรรมแบบกรุงโรม แต่วิหารดูโอโม่ของมิลาน สำหรับแล้วนี่คือสถาปัตยกรรมแบบโกธิคที่สวยที่สุดของยุโรป สำหรับคนที่เป็นสายช้อปปิ้ง เมืองนี้คือที่สุดของสายช้อปแล้ว เพราะมีแบรนด์เนมทุกยี่ห้ออย่างครบถ้วนมารวมไว้ที่เดียวกัน ส่วนตัวแล้วเราคิดว่ามิลานเหมาะสำหรับเป็นเมืองปิดท้ายของทริป หลังจากเต็มอิ่มกับสถาปัตยกรรมมาแล้ว ก็มาช้อปทิ้งทวน แพ๊คกระเป๋ากลับบ้านกันที่นี่แหละ

Map : Milan

 

โดยรวมแล้วอิตาลีเป็นอีกประเทศที่สามารถเที่ยวเองได้ ระบบขนส่งดี รถไฟเชื่อมต่อเมืองใหญ่และประเทศใกล้เคียง สามารถเดินทางได้สะดวก แต่ก็เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องโจรขโมยที่พร้อมจะล้วงกระเป๋า ฉกชิงวิ่งราวทันทีที่เราเผลอ ยังไงก็ตามขอแนะนำให้หาข้อมูลกันก่อนเดินทางให้รอบคอบ ทั้งเรื่องที่พักและการเดินทาง มีสติตลอดเวลา เพราะเดี๋ยวนี้โจรขโมยมันตามไปได้ทุกที่ แม้แต่บนรถไฟก็อาจจะโดนขโมยกระเป๋าเดินทางไปทั้งใบได้

แต่ถ้าใครขี้เกียจวางแผนหาข้อมูลเอง หรือมาสายเปย์เน้นความสะดวกสบาย ไม่ต้องลากกระเป๋าขึ้นลงรถไฟ เดินหาโรงแรมกันจนเหนื่อ อิตาลีก็เป็นประเทศที่มีแพคเกจทัวร์ให้เลือกเยอะแยกมากมาย เดี๋ยวนี้ราคาทัวร์ยุโรปเริ่มต้นไม่แพงมาก ประมาณ 40,000 บาทก็ไปได้แล้ว ซึ่งข้อดีอย่างนึงของการไปทัวร์ คือเรื่องการทำวีซ่า เพราะขอบอกจากประสบการณ์ตรงว่า การทำวีซ่าเชงเก้นกับกงสุลอิตาลี เป็นอะไรที่ลำบากมาก คิวยาวมาก และตรวจเอกสารเยอะมาก (ขนาดเราทำวีซ่า business บางทียังเสียเวลาครึ่งวัน) ซึ่งถ้าไปกับทัวร์ จะจัดการตรงนี้ได้ง่ายขึ้นมาก

สำหรับแพคเกจทัวร์ ถ้าไม่รู้ว่าจะเริ่มหาข้อมูลยังไง  เราแนะนำให้ลองใช้ ทัวร์ครับ (Tourkrub) เว็บไซต์ที่รวมแพคเกจทัวร์ต่างประเทศทั้งหมดจากทุกที่มาอยู่ในเว็บเดียว interface ดีมาก และสำหรับทัวร์อิตาลี ก็แค่คลิกเลือกประเทศอิตาลี หรือไปตามลิงก์นี้ได้เลย https://tourkrub.co/italy-tour มีทั้งแบบอิตาลีเจาะลึก และแบบแพคเกจหลายประเทศ สามารถเลือกและเปรียบเทียบข้อมูลได้โคตรง่าย มีฟังก์ชั่นฟิลเตอร์สำหรับเลือกแพคเกจทัวร์ ตามวันเวลา หรืองบประมาณที่เราอยากได้ ที่เดียวจบจริงๆ

Disclosure: This article is a paid content in partnership with tourkrub.com 

Be First to Comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *