[French Polynesia] สรุปรายละเอียดการวางแผนเที่ยว Bora Bora

เราเชื่อว่ามีคนมากมายใฝ่ฝันอยากไป Bora Bora สักครั้งนึงในชีวิต อาจจะเพราะเคยเห็นรูปของ Bora Bora ตั้งแต่สมัยฟอร์เวิร์ดเมลยังครองโลก ลุกลามมาจนถึงยุคไลน์ในปัจจุบัน มันคือเกาะที่น้ำสีฟ้าใสแบบที่ทะเลบ้านเราไม่มี (ขอยืนยันตั้งแต่ตรงนี้เลยว่า ไม่มีทะเลที่ไหนในประเทศไทยสวยเท่า Bora Bora ครับ) มีโรงแรมแบบบังกะโลยื่นเข้าไปในทะเล สามารถกระโดดลงเล่นน้ำทะเลจากห้องพักได้เลย บางทีอาจจะเห็นรูปคนเล่นกับปลากระเบน หรือปลาทะเลเป็นร้อยตัวๆ ภาพพวกนั้นเกือบทั้งหมดคือ Bora Bora ครับ

สำหรับเรา Bora Bora คือสถานที่ที่อยู่ใน bucket list มาเป็นสิบปี ว่าสักวันนึงจะต้องไปให้ได้ และในที่สุดเราก็ได้ไปสมใจอยากแล้ว ซึ่งการวางแผนเที่ยวนั้นหาข้อมูลยากมาก เพราะแทบไม่มีรีวิวหรือข้อมูลภาษาไทยอยู่เลย ก็เลยคิดว่าควรจะเขียนสรุปให้เป็นที่เป็นทางเผื่อใครอยากตามไปบ้าง…

Bora Bora คืออะไร อยู่ตรงไหนของโลก

Bora Bora ไม่ได้เป็นประเทศ แต่เป็นแค่เกาะเล็กๆเกาะหนึ่งในหมู่เกาะของประเทศ French Polynesia ซึ่งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ ซึ่งประเทศนี้มีเกาะเล็กเกาะน้อยรวมกันกว่า 118 เกาะกระจายอยู่ในพื้นที่ยาวกว่า 2,000 กิโลเมตร โดยหมู่เกาะหลักจะเรียกว่า Society Islands ซึ่งเป็นเกาะที่ประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ และเป็นศูนย์กลางของประเทศ โดย Bora Bora ก็เป็นส่วนหนึ่งของ Society Islands

แผนที่ Society Islands ที่เป็นหมู่เกาะหลักของประเทศ French Polynesia

ถ้าดูจากแผนที่แล้ว นับว่า French Polynesia จะอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกเลย ประเทศนี้เป็นพื้นที่ส่วนนึงของประเทศฝรั่งเศสครับ คือนอกจากฝรั่งเศสจะมีพื้นที่หลักๆของประเทศในทวีปยุโรปแล้ว เขายังมีพื้นที่เขตโพ้นทะเลเป็นเกาะต่างๆยิบย่อยกระจายอยู่ทั่วโลก ทั้งในมหาสมุทรอินเดีย แปซิฟิก และแคริบเบียน ซึ่งประเทศ French Polynesia มียศเป็น pays d’outre-mer หรือ overseas country ของฝรั่งเศส มีเมืองหลวงเป็นของตัวเองคือเมือง Papeete ตั้งอยู่บนเกาะ Tahiti ซึ่งเป็นศูนย์กลางของประเทศนี้

แผนที่อาณาเขตโพ้นทะเลของประเทศฝรั่งเศส (French Polynesia คือตรงลูกศร)
แผนที่อาณาเขตโพ้นทะเลของประเทศฝรั่งเศส (French Polynesia คือกลุ่มจุดเขียว) (credit: http://www.consulfrance-vancouver.org/)

Bora Bora หน้าตาประมาณไหนยังไง?

เกาะ Bora Bora มีความโดดเด่นมากเรื่อง landscape เพราะมันเป็นเกาะหลักตรงกลาง ซึ่งมีภูเขา Otemanu อยู่ตรงกลางเกาะ แล้วมีถนนเล็กๆรอบเกาะโดยมีศูนย์กลางของเกาะอยู่ที่ Vaitape (ไวตาเป) ทางทิศตะวันตกของเกาะ แล้วเกาะหลักจะถูกล้อมรอบด้วยเกาะที่เรียกว่า Motu อีกทีนึง ซึ่งโรงแรมดีๆแพงๆจะอยู่บน Motu กันทั้งนั้น เพราะมันเป็นจุดที่น้ำตื้นทำให้สีน้ำทะเลเป็นสีฟ้าสวย (พื้นที่น้ำตื้นจะเรียกว่า lagoon) และยังเห็นวิวของเกาะหลักด้วย

ยอดเขาที่เห็นด้านหลังคือภูเขา Otemanu ที่เป็น landmark ของเกาะนี้
ยอดเขาที่เห็นด้านหลังคือภูเขา Otemanu ที่เป็น landmark ของเกาะนี้

แล้วจะไป Bora Bora ยังไง?

วิธีบินไป Bora Bora จากเมืองไทยไม่ได้มีทางเลือกมากมายเหมือนไปเที่ยวญี่ปุ่นนะครับ จัดว่าเป็นเกาะที่ไปโคตรยาก เพราะมันอยู่โคตรไกล และไม่ได้ไกลเฉพาะจากเมืองไทยอย่างเดียว แต่มันไกลจากทุกที่ในโลกเลยก็ว่าได้ โดยก่อนจะไปถึงเกาะ Bora Bora เราจะต้องไปถึงสนามบินหลักของประเทศ French Polynesia กันก่อน คือสนามบิน Papeete ที่เกาะตาฮิติซึ่งเป็นเกาะหลักของประเทศ French Polynesia แล้วหลังจากนั้นเราค่อยบินจากสนามบิน Papeete ไปถึงเกาะ Bora Bora อีกทีนึง

ซึ่งสนามบิน Papeete นี้มีไฟลท์ต่างประเทศน้อยมาก คือมีแค่ไฟลท์จาก Tokyo (Narita) / Auckland (New Zealand) / Honolulu (USA) / Los Angeles (USA) / San Tiago (Chile) แค่นี้เอง และแทบไม่มีรูทไหนเลยที่มี daily flights บินทุกวัน ส่วนมากจะบินแค่สัปดาห์ละ 2-3 ไฟลท์เท่านั้น ดังนั้นต้องวางแผนกันเยอะหน่อยล่ะ

รูทของสายการบิน Air Tahiti Nui สายการบินประจำชาติของ French Polynesia
รูทของสายการบิน Air Tahiti Nui สายการบินประจำชาติของ French Polynesia (credit: Air Tahiti Nui)

สำหรับคนไทย, การเริ่มเดินทางจากกรุงเทพฯ ผมสรุปเส้นทางหลักๆที่สามารถบินไปถึง Papeete ได้อยู่ 3 เส้นทางคือ

หนึ่ง – บินไปทาง Auckland, New Zealand
(Bangkok ==> Auckland ==> Papeete)

เริ่มจากนั่งการบินไทยไปลง Auckland ใช้เวลา 10 ชั่วโมงแล้วนั่ง Air New Zealand หรือ Air Tahiti Nui ต่อไปสนามบิน Papeete อีก 6 ชั่วโมง สำหรับคนที่เป็นสมาชิก Star Alliance อย่างผม จะสามารถต่อเครื่องของการบินไทย + Air New Zealand ได้แค่วันเดียวในสัปดาห์คือออกจากกรุงเทพฯเย็นวันพฤหัส โดยที่จะต้องรอต่อเครื่องที่ Auckland ประมาณ 7 ชั่วโมง แต่ผมก็ยังเลือกบินวิธีนี้ เพราะผมงกสิทธิพิเศษจากบัตรทองของ Star Alliance โดยเฉพาะการเข้าเลาจน์ไปอาบน้ำระหว่างต่อเครื่องได้ แต่ถ้านั่ง Air Tahiti Nui จะมีสัปดาห์ละ 3 ไฟลท์คือวันอาทิตย์ อังคาร พฤหัส ซึ่งน่าจะสะดวกกว่า ค่าตั๋วของรูทนี้ที่ลองกดดู อยู่ที่ราวๆ 70,000 บาท

ข้อดี: รวมๆแล้วมีไฟลท์สัปดาห์ละ 4 วัน เป็นทางเลือกที่ flexible และราคายังอยู่ในเกณฑ์พอรับได้

สอง – บินไปทางโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
(Bangkok ==> Tokyo Narita ==> Papeete) 

วิธีนี้น่าจะง่ายขึ้นสำหรับคนไทย เพราะเราเริ่มมีสายการบินไปสนามบินนาริตะในราคาไม่แพงมากใช้เวลาบิน 6 ชั่วโมง แล้วต่อเครื่องของสายการบิน Tahiti Nui (บินสัปดาห์ละสองไฟลท์ วันจันทร์ กับวันเสาร์) อีกประมาณ 8 ชั่วโมงครึ่ง รวมเวลานั่งเครื่องบินประมาณ 15 ชั่วโมง ค่อนข้างใกล้เคียงกันวิธีแรก เท่าที่ลองกดดูราคา ไฟลท์จากนาริตะไป Papeete เริ่มต้นที่ประมาณ 45,000 บาท

ข้อดี: สามารถประหยัดงบได้จากการบินโลว์คอสต์จากกรุงเทพฯไปนาริตะ ทำให้ค่าตั๋วรวมแล้วอาจจะอยู่แค่ราวๆ 55,000 บาท ซึ่งถูกกว่าทางเลือกแรก ถ้าบินแบบ full service จากไทยไป น่าจะอยู่ที่ราวๆ 70,000 บาทเหมือนทางเลือกแรก

สาม – ไปทาง Los Angeles, USA
(Bangkok ==> ต่อเครื่องแล้วแต่สายการบิน ==> Los Angeles ==> Papeete)

รูทนี้เป็นรูทที่วันเดินทาง และออพชั่นสายการบินเยอะสุด เพราะจากสนามบิน LAX จะมีทั้งสายการบิน Air Tahiti Nui (บินทุกวัน สัปดาห์ละ 10 เที่ยวบิน) และ Airfrance (โดยเริ่มจากปารีส และมาแวะจอดที่ LA สัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน) แต่ว่าระยะทางโคตรไกล โคตรอ้อม และอาจจะแพงกว่ามาก ขึ้นอยู่กับว่าเราหาตั๋วไป LA ได้ในราคาเท่าไร เพราะจากเมืองไทยมีตัวเลือกเยอะมากทั้ง ANA EVA JAL Delta ที่ไปลง LA กันทั้งนั้น โดยราคาเท่าที่ลองกดดูอยู่ที่ราวๆเกือบแสนบาทขึ้นไป

ส่วนของ AirFrance จากกรุงเทพไปเปลี่ยนเครื่องที่ปารีส แวะที่ LAX แล้วค่อยตรงไป Papeete ผลออกมาคือไปกลับ ราคาเกือบสามแสนบาท บายเลยครับ รูทนี้ทั้งไกลและแพงเกินไปสำหรับคนไทย

ข้อดี: ไปวันไหนก็ได้ ทางเลือกบินเยอะมาก แต่แพงงงงงงงง…

Tahiti01
สนามบิน Papeete ในวันอากาศดี

แต่…ยังครับ นี่เราเพิ่งถึงสนามบิน Papeete ซึ่งเป็นสนามบินหน้าด่านของประเทศ French Polynesia เท่านั้น เรายังไปไม่ถึง Bora Bora กัน แต่อีกแค่นิดเดียวเท่านั้นแหละ เพราะหลังจากนั้น เมื่อเราไปถึงสนามบิน Papeete แล้ว เราจะนั่งเครื่องบินเล็กของสายการบิน Air Tahiti ซึ่งเป็นสายการบินในประเทศของ French Polynesia จากสนามบิน Papeete ไปที่ Bora Bora ใช้เวลาประมาณเกือบๆหนึ่งชั่วโมง แต่เป็นการนั่งเครื่องบินที่แพงมากๆ เพราะระยะทางแค่ 172 ไมล์ ราคาตั๋วเครื่องบินไปกลับประมาณ 12,000 บาท คิดเป็นต้นทุนต่อไมล์แล้วประมาณ 70 บาท/ไมล์ ซึ่งผมลองเอาราคาตั๋วเครื่องบินการบินไทย economy class แบบ full fare บินไปยุโรป ต้นทุนต่อไมล์อยู่ไม่เกิน 10 บาท/ไมล์เท่านั้น ทำให้นี่เป็นไฟลท์ที่แพงที่สุดในชีวิตของผมเลยตั้งแต่นั่งเครื่องบินมา

สรุปแล้ว ยังไงๆค่าตั๋วเครื่องบินจากกรุงเทพฯไปจนถึง Bora Bora ผมแนะนำให้ตั้งงบไว้ในใจไว้เลยแล้วกันคือ 80,000 – 100,000 บาท สำหรับตั๋วไปกลับชั้นประหยัด

อนึ่ง, กรณีที่เราจะแวะไปเกาะอื่นใน French Polynesia ด้วย (ซึ่งสวยนะครับ แต่สวยไปคนละแบบจาก Bora Bora) เช่น Moorea หรือ Raiatea เราสามารถซื้อเป็นตั๋วแบบ pass ของ Air Tahiti ได้โดยสามารถซื้อในเว็บไซท์ได้เลย เขามีให้เลือกหลายแบบว่าเราจะไปเกาะไหนบ้าง ราคาก็เปลี่ยนไปตามแพคเกจ

อย่างในกรณีของผม ผมมีแวะไปเกาะ Moorea ด้วย ก็เลยซื้อ Bora Bora Pass เฉลี่ยแล้วคนละ 16,000 บาท สามารถนั่งเครื่องบินเริ่มต้นจาก Papeete และมาจบที่ Papeete ได้ภายใน 28 วัน จะวางแผนยังไงก็ได้ แต่ว่าต้องเดินทางเป็น one-way คือออกจากเกาะไหนแล้วห้ามกลับมาเกาะเดิมอีก ถ้าได้ไปครบทุกเกาะก็นับว่าคุ้มครับ เพราะจ่ายเพิ่มอีกแค่นิดเดียวเอง

ดูรายละเอียดของ Multi Island pass ที่นี่ https://www.airtahiti.com/multiisland-fares

Tip: ถ้าอยากดูวิวจากบนเครื่องบิน ขาไปให้นั่งด้านซ้ายมือ ขวากลับให้นั่งด้านขวามือครับ ที่นั่งของ Air Tahiti เป็นแบบเก้าอี้ดนตรีไม่มีระบุเลขที่นั่ง ดังนั้นถ้าอยากได้ที่นั่งดีๆ พอเขาเรียกขึ้นเครื่องแล้วให้รีบไปต่อแถวรอไว้ก่อนเลยครับ 

ตึกด้านขวาในรูปคือสนามบิน Bora Bora
ตึกด้านขวาในรูปคือสนามบิน Bora Bora

ไปกี่วันดี

ส่วนตัวผมคิดว่า Bora Bora ไม่ได้มีอะไรให้เที่ยวมากมาย เหมาะกับการไปพักผ่อนหย่อนใจตัดขาดจากโลกภายนอก อยู่ประมาณ 3-4 คืนน่าจะกำลังดี ยกเว้นแต่ว่างบประมาณไม่ใช่ประเด็น จะอยู่ต่อยาวขึ้นหรือทำ activities อื่นๆพวกดำน้ำ หรือ day tour ก็มีให้ทำเยอะอยู่เหมือนกัน แต่เพราะการเดินทางจากไทยค่อนข้างมีข้อจำกัดเรื่องเที่ยวบิน ที่ไม่ได้มีบินทุกวัน โดยเฉพาะถ้าใครเลยบินมาทาง Auckland ซึ่งสัปดาห์นึงจะมีไฟลท์ Auckland – Papeete แค่สองไฟลท์ อาจจะต้องถูกบังคับให้เที่ยวถึง 5-7 วันเพื่อรอวันที่มีไฟลท์บินกลับ ก็ลองบินไปเที่ยวเกาะอื่นพวก Moorea หรือ Raiatea ก็ได้ เพราะถ้าอยู่ Bora Bora อย่างเดียว ต้องเตรียมงบไว้เยอะๆ เพราะโรงแรมโคตรแพงเลยครับ เกาะอื่นนี่ถูกกว่ากันเกือบครึ่งเลย

คนไทยต้องใช้วีซ่ามั้ย?

การเดินทางไป French Polynesia ต้องใช้วีซ่าครับ โดยเราต้องไปขอที่สถานทูตฝรั่งเศส โดยทำเรื่องผ่าน TLS Contact ที่อาคารสาทรซิตี้ทาวเวอร์ วีซ่าของเราจะออกโดยกงสุลของสถานทูตฝรั่งเศส ซึ่งตอนกรอกใบสมัครวีซ่า เขาจะมีให้เราเลือกเลครับ ว่าเราจะไปฝรั่งเศส (เขตเชงเก้น) หรือเขตดินแดนโพ้นทะเล เราต้องเลือกเขตดินแดนโพ้นทะเล (CTOM)

หน้าตาวีซ่าที่ได้ก็คล้ายกับวีซ่าเชงเก้นมาก แต่ว่าจะมีระบุไว้ชัดเจนว่า วีซ่าใบนี้ใช้สำหรับเข้าประเทศเชตดินแดนโพ้นทะเลหรือ CTOM เท่านั้น ซึ่งวีซ่าใบนี้ใช้เข้าเชงเก้นไม่ได้นะครับ และใครมีวีซ่าเชงเก้นอยู่แล้วก็ใช้เอามาเข้า French Polynesia ไม่ได้เช่นกันครับ กรณีของผมต้องเดินทางต่างประเทศบ่อย สามารถเขียนจดหมายแจ้งทางสถานทูตเพื่อขอเร่งการพิจารณาวีซ่าได้ ใช้เวลาแค่ 2 วันก็ได้พาสปอร์ตคืนแล้วครับ

ราคาค่าวีซ่า CTOM ถือว่าถูกกว่าเชงเก้นมาก คือแค่ 9 ยูโร + ค่าธรรมเนียม 1,080 บาท ตีเป็นเงินไทยรวมแล้วไม่น่าเกิน 1,500 บาทครับแล้วแต่อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันสมัคร

รายละเอียดการขอวีซ่า:
TLS Contact: https://www.tlscontact.com/th2fr/login.php

ไปเมื่อไรดี?

ผมคิดว่าเราอุตส่าห์บินไปถึง Bora Bora ทั้งที ใช้เงินและเวลาเยอะมาก ก็ควรเลือกฤดูที่อากาศดี ไม่มีฝน เพราะวันไหนที่ไม่มีฝนและแดดจ้า น้ำทะเลจะสวยมากและสวยกว่าวันที่เมฆครึ้มแบบคนละเรื่องเลยครับ ซึ่งช่วงที่ฝนน้อยที่สุดก็คือช่วงที่ผมไปนี่แหละ คือช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงตุลาคม ซึ่งเป็นช่วง high season ของที่นี่ แต่ข้อเสียคือ ราคาโรงแรมก็โคตรแพงเช่นกันครับ อย่างช่วงที่ผมไปคือปลายเดือนสิงหาคาถึงต้นเดือนกันยายน ก็เจอฝนนิดหน่อย แต่ฝนที่นี่จะตกนิดเดียว เพราะลมแรงมาก แป๊บเดียวก็พัดเมฆฝนไปจนหมดแล้ว วันไหนที่อากาศดี ก็ไม่มีเมฆเลย

ส่วนช่วง low season ราคาโรงแรมและตั๋วเครื่องบินก็จะถูกลงมาหน่อย แต่ว่าก็ต้องไปลุ้นกันว่าจะเจออากาศแบบไหน เท่าที่อ่านข้อมูลจากต่างประเทศ ถึงจะช่วง low season ก็ไม่ได้ฝนตกหนักมาก บางช่วงก็อาจจะมีช่วงฟ้าเปิดบ้าง ต้องลุ้นกันหน่อยล่ะนะ

วิวจากโรงแรม Sofitel Private Island
วิวจากโรงแรม Sofitel Private Island

ไปกะใครดี?

90% ของคนที่มาเกาะนี้เป็นคู่รักที่มากันสองคนครับ อีก 10% เป็นครอบครัวที่พาเด็กๆมาด้วย ส่วนมากเป็นครอบครัวอเมริกัน และเนื่องจากช่วงที่ผมไป ยังเป็นช่วงวันหยุดฤดูร้อนของคนยุโรป เลยเจอคนฝรั่งเศสเยอะมาก รองลงมาคืออิตาลี อเมริกัน ส่วนคนเอเชียเกือบทั้งหมดเป็นคนญี่ปุ่น มีฮ่องกงและเกาหลีประปราย แต่ไม่เจอคนไทยเลยแม้แต่คนเดียวครับ ผมคงไม่มีคะแนะนำว่าควรมากับใคร ลองตัดสินใจเองละกันนะครับ

พักที่ไหนดี?

โรงแรมบนเกาะ Bora Bora จะมีสองทำเลหลักๆ คือโรงแรมที่อยู่บนเกาะหลักที่อยู่ตรงกลาง แล้วหันหน้าออกไปทางลากูน หรือโซนที่เป็นน้ำตื้นๆใสๆล้อมรอบเกาะ และอีกประเภทคือโรงแรมที่อยู่บนเกาะล้อมรอบหรือ Motu แล้วหันหน้ากลับเข้ามารับวิวของเกาะกลาง ซึ่งโรงแรมแบบหลังจะแพงกว่ามาก โรงแรมห้าดาวที่มีห้องพักแบบ water bungalow ส่วนมากก็จะอยู่บนโมตูกันทั้งนั้น ส่วนตัวผมคิดว่า ความสวยงามของ Bora Bora คือการได้เห็นเกาะกลาง ซึ่งมีภูเขา Otemanu อยู่ตรงกลางเกาะนี่แหละ มันถึงจะเป็น Bora Bora จริงๆ

โรงแรมที่ Bora Bora ไม่ได้มีทางเลือกมาก นับรวมๆแล้วประมาณสิบกว่าโรงแรมเท่านั้น โดยเกือบทั้งหมดเป็นโรงแรมห้าดาว เครือแต่ละเครือจะเอาแบรนด์ระดับท๊อปของตัวเองมาลงที่เกาะนี้ อันได้แก่ St.Regis, Four Seasons, Intercontiental, Le Meridien, Hilton เครือที่ผมเห็นแล้วยังขาดไปมีแค่ Marriott เท่านั้นเอง

ส่วนเรื่องราคา ก็อย่างที่บอกว่าส่วนมากเป็นโรงแรมห้าดาว ราคาที่พักจะขึ้นอยู่กับประเภทห้องพักด้วย ห้องประเภทที่อยู่ริมหาด แต่ไม่ได้เป็น water bungalow จะเริ่มต้นที่ราวๆคืนละ 20,000 บาท ส่วนแบบ water bungalow จะเริ่มต้นที่ประมาณ 30,000 บาทขึ้นไปแล้วแต่ยี่ห้อโรงแรม ที่แพงสุดของที่ Bora Bora คือ Four Seasons และ St.Regis ครับ สองรายนี้เฉลี่ยแล้วอยู่ที่คืนละประมาณ 40,000 บาทขึ้นไป

ทั้งนี้เวลาจองโรงแรม ผมแนะนำให้เช็คเงื่อนไขให้ดีด้วย ว่าราคานี้เป็นราคาที่รวมและไม่รวมอะไรบ้าง เพราะว่า hidden cost ต่างๆที่เกาะนี้มันแพงมากนะครับ เช่นค่า transfer จากสนามบินไปโรงแรม บางเจ้าก็รวม บางเจ้าก็ไม่รวม อย่าง Intercontinental จะไม่รวมในค่าห้องพัก ซึ่งค่า airport transfer ต่อคนคือหลายพันบาทอยู่ รวมไปถึงอาหารเช้าด้วย เพราะอาหารเช้าที่นี่เฉลี่ยแล้วคนละ 2,000 บาทต่อคน ถ้าราคาห้องพักไม่รวมสองเรื่องนี้ จะเห็นเลยว่าเราโดน hidden cost เข้าไปเกือบหมื่นบาทแล้ว

แต่นอกจากโรงแรมห้าดาวแล้ว ก็ยังมีโรงแรมเล็กๆ ที่ไม่ใช่เชนดังอยู่สามสี่เจ้า รวมไปถึง pension สำหรับคนงบน้อย ซึ่งในที่นี่ผมไม่ขอพูดถึงนะครับ เพราะผมไม่แนะนำว่าเราจะเสียค่าตั๋วเครื่องบินเป็นแสนเพื่อมาพักโรงแรมแบบนี้ซึ่งแทบไม่ได้เห็นอะไรมาก เพราะผมคิดว่าประสบการณ์ที่แท้จริงของการมา Bora Bora คือการได้เห็นวิวน้ำทะเลที่สวยที่สุด ไหนๆมาทั้งที เอาแบบจัดเต็มไปเลยครับ รับรองว่าประทับใจและคุ้มค่าแน่นอน

(ทริปนี้ผมนอนที่ Sofitel Private Island ซึ่งดีมาก และคุ้มมากครับ ไว้จะเขียนรีวิวแยกอีกอันเลย)

ทางเดินไปห้องพัก
ทางเดินไปห้องพัก

ยอมจ่ายแพงนอน water bungalow ดีไหม?

ผมตอบคำถามนี้แบบชัดเจนไปเลยนะครับว่า “ควรอย่างยิ่ง” เพราะมันเป็น lifetime experience ที่ประทับใจมาก อย่างผมไม่เคยไปมัลดีฟส์มาก่อน ยิ่งต้องนอนให้ได้ วิวที่ได้จากการพัก water bungalow นี่โคตรสวยครับ และเราจะได้ความเป็นส่วนตัวเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย แต่จะนอนกี่คืน อันนี้แล้วแต่งบครับ ถ้างบไม่มาก อาจจะนอนแค่คืนสองคืน แล้วเปลี่ยนมานอนห้อง garden view หรือห้องติดหาดซึ่งราคาจะถูกกว่าก็ได้ครับ สิ่งนึงที่ต้องบอกก่อนคือ จากประสบการณ์ตรงของผม โรงแรมที่นี่ถึงจะเป็นเชนห้าดาวราคาแพง แต่คุณภาพห้องมันไม่ได้ห้าดาวตามนะครับ ห้องค่อนข้างเก่า ผ่านการใช้งานมาเยอะ วัสดุอุปกรณ์บางอย่างอาจมีเสื่อมโทรมไปบ้าง ถ้าเทียบกับโรงแรมห้าดาวที่เคยพักมา เช่น ที่ญี่ปุ่น อันนั้นคือเนี้ยบกริบมาก และการตกแต่ง การใช้ของต่างๆอาทิ สุขภัณฑ์ ก๊อกน้ำคือเป็นยี่ห้อแพงล้วนๆ แต่ที่นี่เป็นเกาะ และอยู่ไกล ย่อมมีข้อจำกัดมากขึ้นครับ

ทั้งนี้ ห้องพักที่ไม่ได้เป็น water bungalow ของหลายโรงแรมก็ไม่ได้แย่ครับ อย่าง Sofitel ที่ผมไปพัก พอไปเห็นห้องพักริมหาด (แต่ไม่ได้ยื่นลงไปในทะเล) วิวก็สวยใช้ได้ไม่แพ้ water bungalow เลยนะครับ

ค่าครองชีพแพงไหม?

ค่าครองชีพใน Bora Bora อย่าเรียกว่าแพง แต่ต้องบอกว่า แพงสัสๆเลยครับ ดูจากราคาโรงแรมก็รู้เนอะ เฉลี่ยราคาอาหารในโรงแรมประมาณมื้อละ 800-3,000 บาท สำหรับอาหารจานเดียวแบบมาตรฐาน ถ้ากินแบบคอร์สหรูหรา หรือแบบบุฟเฟ่ต์ก็ 3,000-5,000 บาท ส่วนราคาอาหารเช้าอยู่ที่คนละราวๆ 2,000 บาท คอกเทลแก้วละ 300-500 บาท

ดังนั้น วิธีประหยัดค่าใช้จ่ายคือ เราขนของกินจากเมืองไทยมาด้วยครับ รับรองว่าประหยัดไปได้เยอะมาก ซึ่งวิธีนี้ใครๆก็ทำกันครับ เพราะผมดูจากจำนวนแขกในร้านอาหารโรงแรมแล้ว เมื่อเทียบกับจำนวนแขกที่เข้าพัก ผมกล้าบอกว่ามีไม่ถึงครึ่งที่กินอาหารในโรงแรม วิธีประหยัดอีกอย่างคือ เราสามารถเดินไปซื้อของตามมินิมาร์ทนอกโรงแรมได้ ราคาของไม่แพงมาก เท่าที่ผมดูคือราคาแพงกว่าที่ฝรั่งเศสนิดเดียว เช่นโค้กกระป๋องละ 50 บาท ซึ่งของส่วนมากจะนำเข้ามาจากฝรั่งเศสทั้งหมดครับ

แลกเงินที่ไหนยังไงดี?

ประเทศ French Polynesia ใช้เงินตระกูล French Pacific Franc (XPF) หรือบางที่ก็ย่อว่า CPF อัตราแลกเปลี่ยนจะอยู่ที่ประมาณ 3 XPF =  1 บาทไทย ดังนั้น เวลาคำนวณเป็นเงินไทยก็หารสามได้ตลอดครับ เงินสกุลนี้เมืองไทยไม่มีให้แลกครับ ผมเคยเห็นที่สนามบินคันไซที่ญี่ปุ่นมีให้แลกนะ แต่ใครจะมาเที่ยว สามารถมาแลกที่สนามบิน Papeete ได้เลย ไม่ว่าจะลงเครื่องดึกขนาดไหน เมื่อรับกระเป๋าเดินทางออกมาแล้วจะมีร้านรับแลกเงินอยู่ อย่างผมลงเครื่องตอนตีหนึ่งเขาก็เปิดร้านรอครับ ที่สนามบินจะมีร้านแลกเงินอยู่ร้านเดียว รับกระเป๋าแล้วออกมาจะเจอเลย

การแลกเงินที่สนามบิน Papeete จะแลกจากสกุลเงินใหญ่ๆอย่างพวก USD AUD JPY EURO เท่านั้น เขาไม่มีเรทเงินไทยนะครับ ดังนั้นเราต้องแลกเงินพวกนี้จากไทยไปก่อนเลย ซึ่งขอแนะนำว่า แลกเป็นยูโรคุ้มกว่าแลกเป็น USD นะครับ เพราะเรทเงินยูโร เมื่อแลกเป็น XPF เขาจะใช้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ 119.3 XPF ต่อหนึ่งยูโรไว้ตลอดทั้งปี และเป็นเรทนี้ทุกที่ด้วย ไม่ว่าจะในโรงแรมหรือร้านแลกเงิน ทำให้ตัดความเสี่ยง exchange rate ไปได้เยอะมาก ถ้าเหลือเงินคืนก็แลกกลับเป๋นยูโรด้วยเรทเดิมไม่ขาดทุน แต่ว่าจะมีค่า transaction ครั้งละ 700 XPF หรือประมาณสองร้อยกว่าบาท ของผมโดนชาร์จทั้งแลกซื้อและแลกคืนก็ห้าร้อยบาทพอดี แต่เท่าที่ผมเห็นก็มีร้านค้า และโรงแรมหลายที่ที่รับเงินยูโรเหมือนกันนะครับ ดังนั้น ผมว่าไม่ต้องแลกเยอะมากก็ได้ เพราะในโรงแรมก็รับบัตรเครดิตกันทั้งนั้นครับ

สรุปแล้ว Bora Bora สวยขนาดไหน? คุ้มค่าจะไปไหม?

ผมบอกเลยครับว่า ชีวิตนี้ผมไม่เคยเห็นทะเลที่ไหนสวยขนาดนี้มาก่อน โดยเฉพาะน้ำทะเลที่เป็นสีฟ้าไล่เฉดตั้งแต่ฟ้าอ่อนไปจนถึงฟ้าเข้ม สีฟ้าของ Bora Bora คือสวยที่สุดแล้ว ภาพที่เคยเห็นในคอม เห็นในฟอร์เวิร์ดเมลเป็นสีจริงๆของมัน ไม่จำเป็นต้องปรับสีอะไรเลย เวลาถ่ายภาพน้ำทะเลด้วยกล้องมือถือในวันที่อากาศดีๆ ผมสามารถโพสลงอินสตาแกรมได้โดยไม่ต้องปรับสีอะไรเพิ่มเติมแล้ว

ถ้าจะไปต้องใช้อะไรบ้าง?

ไป Bora Bora อย่างแรกต้องใช้เงินครับ ผมตีคร่าวๆให้เลยแล้วกันว่าไปครั้งนึง ใช้งบประมาณราวๆ 150,000 บาทต่อคนครับ จะมากจะน้อยกว่านี้ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์และความทุ่มเทงบประมาณของแต่ละคน ถ้าอยากกินในโรงแรมบ่อยหน่อยก็อาจจะแพงกว่านี้ ถ้าหาตั๋วโลว์คอสต์ถูกๆ ยอมไปช่วง low season ลองเสี่ยงกับสภาพอากาศดูก็ถูกกว่านี้ หลักๆแล้วสิ่งที่จะกำหนดงบประมาณของทริปนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องโรงแรมนี่แหละครับ เพราะค่าโรงแรมจะเป็นค่าใช้จ่ายเกินครึ่งนึงของทริปนี้อย่างแน่นอน

นอกจากเงินแล้ว ก็เตรียมเวลาไปเยอะครับ อย่างในกรณีผม ใช้เวลาบนเครื่องบินไปกลับรวมกัน 40 ชั่วโมง เวลา layover ต่อเครื่องตามสนามบินรวมแล้ว 15 ชั่วโมง รวมเวลาเดินทางไปกลับเบ็ดเสร็จ 55 ชั่วโมงหรือเกือบ 2 วันครึ่ง ต้องเตรียมตัวเตรียมใจตรงนี้ไว้เยอะๆครับ

ผมคงบอกไม่ได้ว่าสำหรับคนอื่น การลงทุนเที่ยวขนาดนี้จะคุ้มไหม แต่สำหรับผมที่ใฝ่ฝันอยากมา Bora Bora ทั้งชีวิต มันคุ้มจนไม่มีอะไรต้องเสียดายแม้แต่อย่างเดียวครับ

Tahiti06

Be First to Comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *