[French Polynesia] รีวิวโรงแรม Sofitel Bora Bora Motu Private Island

นอกจากสรุปรายละเอียดการวางแผนเที่ยว Bora Bora แล้วก็รู้สึกว่าน่าจะเขียนรีวิวเกี่ยวกับโรงแรมที่เราเลือกพักซะหน่อย

อย่างที่บอกไปว่า โรงแรมใน Bora Bora ส่วนมากจะเป็นโรงแรมห้าดาว แต่ละเชนจะเอาตัวท๊อปมาลงที่เกาะนี้ เช่น Intercontinental, Four Seasons, St.Regis, Sofitel, Hilton, Le Meridien ซึ่งค่าโรงแรมจะเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่มากของการเที่ยว Bora Bora ทำให้เราใช้เวลาในการศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับโรงแรมอยู่นานมากๆ จนในที่สุดก็ตัดสินใจเลือกโรงแรม Sofitel Bora Bora Motu Private Island

Hotel13

ต้องบอกก่อนว่า Sofitel ที่ Bora Bora จริงๆมีสองโรงแรม อันนึงก็คือที่เราเลือกพัก ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆทางทิศใต้ฝั่งตะวันออกของ Bora Bora ส่วนอีกโรงแรมนึงคือ Sofitel Bora Bora Marara Beach Resort ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะหลักของ Bora Bora ซึ่งฝั่ง private island จะเป็นฝั่งที่แพงกว่า เพราะที่พักเกือบทั้งหมดเป็น water bungalow จะมีห้องพักริมหาดและอยู่บนเนินเขาอยู่แค่ไม่กี่ห้อง ในขณะที่ฝั่ง Marara จะใหญ่กว่า และราคาถูกกว่า

ห้องพักบนเนินเขา ราคาประมาณสองหมื่นต้นๆ เราว่าวิวก็โอเคอยู่นะ
ห้องพักบนเนินเขา ราคาประมาณสองหมื่นต้นๆ เราว่าวิวก็โอเคอยู่นะ

Tahiti00

สภาพห้องพัก 

– เราเลือกพักแบบ Water Bungalow ซึ่งวิวดีมาก เพราะจะได้เห็นภูเขา Otemanu ที่เป็นไอคอนของเกาะนี้ด้วย ราคาช่วง High-season อยู่ที่ประมาณคืนละ 28,000 บาท รวมอาหารเช้าสำหรับสองคน

– ห้องพักทำจากไม้ สภาพเก่านิดหน่อยแต่ไม่ได้รู้สึกว่าโทรมมาก เตียงเป็นคิงไซส์ที่นอนสบายมากกกกก มีแอร์ (แต่เราแทบไม่ได้เปิดเลย) และมี deck ออกไปตากอากาศและรับวิว สามารถลงไปดำน้ำโดยเดินลงจากบันไดที่ deck ได้เลย น้ำลึกประมาณมิดหัวพอดี ซึ่งตรงตีนบันไดจะมีฝักบัวไว้ให้ล้างตัวก่อนเข้าห้อง และในตู้เสื้อผ้าจะมีอุปกรณ์ดำน้ำคือเสื้อชูชีพ และ goggle ไว้ให้สองชุด

– ห้องน้ำใหญ่โตดี ฝักบัวน้ำแรงและร้อนสะใจ amenities ทั้งหมดใช้ของ Lanvin ทั้งเซ็ท ไฮโซว์มาก

– มินิบาร์ที่นี่ดื่มฟรี และเติมวันละครั้ง เป็นเครื่องดื่มกระป๋องประมาณ 8 อย่าง ทั้งน้ำเปล่า (ซึ่งมีทั้งแบบ still และ sparkling) น้ำอัดลม น้ำผลไม้ และเบียร์ ทุกวันจะมี snack เล็กๆน้อยๆมาให้ด้วย เราได้เป็นเบเกอรี่อบวันนึง อีกวันเป็นมาการง

ถ่ายจาก deck ส่วนตัวของห้องกลับมาที่ห้องพัก
ถ่ายจาก deck ส่วนตัวของห้องกลับมาที่ห้องพัก
ตอนเช้าสามารถดูพระอาทิตย์ขึ้นจาก deck ได้
ตอนเช้าสามารถดูพระอาทิตย์ขึ้นจาก deck ได้
นี่คือปะการังที่อยู่ใต้ที่พักเราเลย ไม่ต้องดำน้ำไปไกล
นี่คือปะการังที่อยู่ใต้ที่พักเราเลย ไม่ต้องดำน้ำไปไกล

อาหาร

– อาหารเช้าที่นี่ได้อิทธิพลจากฝรั่งเศสมาเยอะเหมือนกัน ก็สมกับที่เป็นแบรนด์ฝรั่งเศส และเกาะของฝรั่งเศส สำหรับเรา ถือว่าโอเคในความหลากหลาย คือมีสเตชั่นไข่ (สามารถสั่ง French Toast ได้ด้วย) มีขนมอบทั้งครัวซองก์ Pain au Chocolat, Pain aux raisins และที่แอบถูกใจคือมี Madeleine ให้กินด้วย ทุกวันจะมีอาหารเอเชียอย่างนึง เป็นปลาทูน่าผัดซอส มีข้าวสวย ผลไม้วันละสามสี่อย่าง ส่วนเครื่องดื่มเป็นน้ำผลไม้ กับน้ำเปล่า ปกติเราจะเห็นเกือบทุกที่บนเกาะเสิร์ฟน้ำยี่ห้อ Eau Royale ซึ่งเป็นยี่ห้อท้องถิ่นของ French Polynesia แต่ที่นี่ น้ำเปล่าใช้ยี่ห้อ Evien และ Badoit นำเข้าจากฝรั่งเศสทั้งหมด

– อาหารเช้าคุณภาพโอเคก็จริง แต่ว่าทุกวันจะไม่เปลี่ยนเมนูเลย ต้องกินซ้ำๆวนไปวนมา ซึ่งเราเขียน complaint เรื่องนี้ไปว่าจริงๆมันน่าจะหลากหลายได้กว่านี้หน่อย

– อาหารมื้ออื่นไม่ได้กิน มีวันนึงลองไปกิน international buffet (ต้องนั่งเรือข้ามไปกินที่ฝั่ง Marara beach) หัวละประมาณ 2,100 บาท ก็ใช้ได้นะ ไม่ได้เว่อร์วัง แต่หลากหลายและมีของหวานเยอะดี

ห้องทานอาหารเช้า
ห้องทานอาหารเช้า

ความดีงาม

– เราว่าโรงแรมนี้คุ้มมากกว่าโรงแรมอื่น คือถึงจะแพงทุกโรงแรม แต่ที่นี่ value to money ค่อนข้างโอเคเลย อย่างแรกคือ ราคาห้องพักรวม airport transfer แล้ว เรือของ Sofitel จะมารับเราที่สนามบินแล้วมาส่งที่โรงแรมเลย ด้วยความที่โรงแรมเราอยู่ด้านใต้ สนามบินอยู่ด้านเหนือ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาทีแต่เป็นประสบการณ์ที่เจ๋งมาก เพราะจะได้เห็นน้ำทะเลของ Bora Bora ที่โคตรสวย สวยจนขนลุกจริงๆ

– การพักที่ฝั่ง Private Island สามารถใช้ facilities ของ Sofitel ฝั่ง Marara Beach ได้ด้วย เช่นบาร์ สระว่ายน้ำ ร้านอาหาร โดยเราสามารถนั่งเรือข้ามฟากกลับไปกลับมาได้ตลอด (บางโรงแรม แค่ข้ามฟากก็คิดเงิน แพงมากด้วย) แต่ถ้าเราพักที่ฝั่ง Marara Beach จะไม่สามารถข้ามมาที่ Private Island ได้ ยกเว้นจะซื้อ day pass จ่ายเพิ่มประมาณคืนละ 3,000 บาทต่อวัน ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าฝั่ง Private Island พอจะรับแขกเพิ่มได้ด้วยหรือไม่ ถ้าวันไหนที่แขกเยอะก็อาจจะไม่อนุญาตให้ข้ามมา

– เกาะ Private Island จะมีเนินเขาให้ขึ้นไปดูวิว ซึ่งวิวสวยมากๆ รวมไปถึงพระอาทิตย์ตกดินด้วย น้ำทะเลตรงแถวๆโรงแรมน่าจะสีสวยที่สุดใน Bora Bora แล้ว ดูเท่าไรก็ไม่เบื่อ

– ถ้าพักที่ Private Island จะมีจุดดำน้ำอยู่ด้านหลังเกาะ สามารถพายเรือคายัค หรือเดินลัดเลาะไปได้ น้ำใส และปลาก็ค่อนข้างเยอะและหลากหลายกว่าบ้านเรา ถ้าพักที่โรงแรมอื่นแล้วอยากดำน้ำ ต้องเสียค่าทัวร์ดำน้ำอีกคนละประมาณ 4,000 บาท ซึ่งเขาก็พามาดำที่เดียวกับเรานี่แหละ

สรุปแล้ว สำหรับเรา ถึงโรงแรมนี้จะแพงมากๆ เป็นการลงทุนเพื่อจ่ายค่าโรงแรมที่แพงที่สุดในชีวิต แต่ถ้าเทียบกับความคุ้มค่าของตัวเลือกบนเกาะนี้แล้ว เราว่าโรงแรมนี้สอบผ่านสำหรับเรา ก็เอาไว้เป็นข้อมูลสำหรับคนที่กำลังวางแผนไปเที่ยวละกันเนาะ

วิวจากรีเซพชั่น นั่งดูทั้งวันก็ไม่เบื่อ
วิวจากรีเซพชั่น นั่งดูทั้งวันก็ไม่เบื่อ
วิวแบบเห็นภูเขา Otemanu เต็มๆในวันอากาศดี
วิวแบบเห็นภูเขา Otemanu เต็มๆในวันอากาศดี

 

Be First to Comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *