[London] Dinner by Heston Blumenthal

อังกฤษเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่าดีไปเสียทุกอย่าง ยกเว้นอาหาร…

หลายคนค่อนขอดว่า ประเทศมหาอำนาจของโลกอยากอังกฤษ หรืออเมริกา คงจะเอาเวลาไปทำสงครามสู้รบตบตีกับคนอื่น จนไม่มีเวลามาพัฒนาวัฒนธรรมอาหารของตัวเอง ขนาดตอนที่เราเรียน MBA มันจะมีกิจกรรมที่เรียกว่า National Week ที่นักเรียนจากแต่ละประเทศจะสามารถขึ้นมานำเสนออะไรก็ได้เกี่ยวกับประเทศตัวเอง เพื่อให้นักเรียนในรุ่นโหวต ว่าใครจะได้เป็น host ในการจัด National Week ซึ่งจะมีจัดเดือนละครั้ง เชื่อไหมว่าอังกฤษไม่เคยชนะการโหวต National Week เลย ซึ่งสาเหตุเดียวเป็นเพราะว่า ส่วนนึงของ National Week คือการจัด Dinner อาหารประจำชาติ เลยไม่มีใครมั่นใจในอาหารอังกฤษกันสักคน

เข้าเรื่องดีกว่า ในทริปลอนดอนรอบนี้ ไฮไลท์ของอาหารอังกฤษ คือร้าน Dinner by Heston Blumenthal ซึ่งเชฟ Heston เป็นที่รู้จักกันเพราะเป็นเจ้าของร้าน The Fat Duck (มิชลิน 3 ดาว)  ร้าน Dinner อยู่ในโรงแรม Mandarin Oriental ตรงสถานี Knightsbridge คอนเสปต์ของร้านคือ การนำเสนออาหารอังกฤษ traditional ที่มีพื้นเพยาวนานหลักสิบหลักร้อยปี ซึ่งในเมนูจะมีระบุไว้ทุกรายการเลยว่า อาหารแต่ละอย่างในร้าน อ้างอิงมาจาก cookbook เล่มไหน ช่วงปีไหน ดีกรีร้านนี้คือ มิชลินสองดาว และเป็นร้านอันดับ 7 ของการจัดอันดับร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลก

Mandarin Oriental Knightsbridge เดินขึ้นจากทูปแล้วเจอเลยจ้ะ
Mandarin Oriental Knightsbridge เดินขึ้นจากทูปแล้วเจอเลยจ้ะ

บรรยากาศของร้าน ถือว่าดีงามมาก เพราะโรงแรมอยู่ติดกับ Hyde Park มองออกไปก็เห็นสวนสาธารณะ ทำให้รู้สึกไม่อึดอัด บริกรของร้านนี้เราประทับใจในเทคนิคการบริการที่กำลังดี คือไม่ intimidate แต่ก็ไม่เฟรนด์ลี่จนเกินไป การแนะนำอาหารก็โอเค ไม่ pushy ให้เลือกเมนูใดเมนูหนึ่จนเกินงาม ซึ่งเราไปกินมื้อเที่ยง แต่ปรากฏว่าใน set lunch ไม่มีเมนูขึ้นชื่อของร้านนี้เลย จึงเปลี่ยนใจสั่งแบบ a la carte แทน จะได้กินทุกเมนูที่เราอยากกินแทน

เมนูหนึ่งที่โคตรดังของร้านนี้ ชนิดที่ทุกโต๊ะในร้านต้องสั่ง คือ The Meat Fruit (17.50 ปอนด์) เป็น appetizer ที่เหมือนจะธรรมดาคือ parfait ตับไก่ แต่เสิร์ฟมาในผลส้มที่ผิวทำจากเจลาติน มองผ่านๆจะนึกว่าเป็นส้มจริงๆ กินกับขนมปังปิ้ง ซึ่ง parfait ตับไก่เนื้อเนียนละมุนลิ้นมาก ตัดกับรสเปรี้ยวเล็กๆของผิวส้มแล้วลงตัวมาก ขนาดเป็นคนที่เฉยๆกับตับไก่ ยังกินจานนี้จนเรียบ สมราคาเมนู signature ครับ

The Meat Fruit
The Meat Fruit

ส่วนจาน main เราสั่งมาสองอย่างคือ Powdered Duck Breast กับ Bone in rib of Hereford Prime ซึ่งเป็ดทำออกมาได้ค่อนข้างดี แต่แอบ overcooked ไปสำหรับเรา ส่วน Rib ถือว่าดีงาม สั่ง medium rare ก็ได้ medium rare ตามมาตรฐานกินคู่กับซอสเห็ดกับฟรายด์ แต่โดยรวมสองจาน main สำหรับเราคือดี แต่ไม่ได้น่าตื่นเต้นขนาดนั้น อาจจะเพราะเราเคยเจอเป็ดที่ดีกว่าจานนี้มาเยอะมาก (จานเนื้อก็เช่นกัน)

Powdered Duck Breast
Powdered Duck Breast

ไฮไลท์ของมื้อนี้อีกอย่างรออยู่ที่ของหวาน คือ Tipsy Cake เมนูนีมีประวัติยาวนานมาตั้งแต่ปี 1810 เป็นบริยอชชุ่มฉ่ำในเหล้ารัม กินคู่กับสับปะรดย่าง ซึ่งจริงๆโต๊ะเรานั่งอยู่ข้างครัวเปิดตรงที่เขาย่างสับปะรดพอดีเลย คือย่างด้วยไฟเบามาก หมุนเป็นไก่ย่างห้าดาวตั้งแต่เราเข้ามาในร้านแล้ว ถามกับพนักงานถึงทราบว่า สับปะรดมาจากคอสตาริกา และใช้เวลาย่างทั้งหมด 3 ชั่วโมง ดังนั้น สับปะรดที่เราเห็นหมุนๆอยู่ คือเตรียมใช้สำหรับเสิร์ฟมื้อเย็น ส่วนที่อยู่ในจานของเรานี่คือย่างมาตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว ซึ่งระหว่างย่าง จะมีพ่อครัวเดินมาทาคาราเมลบนสับปะรดอยู่เรื่อยๆ ซึ่งผลออกมาคือได้ texture กรอบๆเล็กน้อยตรงผิว และรสหวานกับความเปรี้ยวของสับปะรด ดูเป็นงานที่พิถีพิถันดี

Tipsy Cake
Tipsy Cake
เบื้องหลังความอร่อยของ Tipsy Cake
เบื้องหลังความอร่อยของ Tipsy Cake

 

ของหวานอีกอย่างที่สั่งมาคือ Spring Tart ซึ่งในเมนูบอกว่าทำจาก สตรอเบอรี่ กุหลาบ เบซิลโยเกิร์ต ไอติมนมแพะ และผักชื่อ Lovage ปรากฏว่าที่เสิร์ฟออกมา ผิดกับความคาดหมายมาก เพราะมันไม่ใช่ทาร์ต แต่มันเสิร์ฟออกมาแบบในรูป plated desserts (ไหนล่ะแป้งทาร์ต) เป็นเมนูที่กินแล้วสดชื่นดี เจ้าผักที่ชื่อ lovage ให้กลิ่นแบบสมุนไพรหอมดี (จนออกจะกลิ่นแรงไปนิดนึงสำหรับเรา) รสชาติจานนี้โดยรวมสมกับเป็นรสชาติของฤดูใบไม้ผลิตามชื่อของมัน

Spring Tart
Spring Tart

ดูเหมือนจะสั่งไม่เยอะมากสำหรับสามคน แต่เพราะจานเนื้อใหญ่มาก ปิดมื้อนี้นับว่าอิ่มตื้อประมาณนึง เฉลี่ยต่อหัวแล้วมื้อนี้ราวๆคนละ 60 ปอนด์ครับ ไม่รวมไวน์ (ส่วน set lunch สามคอร์ส 38 ปอนด์) ก็นับว่าเป็นไปตามมาตรฐาน fine dining มิชลินสองดาว บรรยากาศการกินก็ไม่ stuffy กินแล้วเพลิดเพลินดี นั่งมองวิวในวันอากาศดีๆจะเวิร์กมาก และร้านนี้ไม่มี dress code ครับ แต่งตัวสบายๆมากินมื้อเที่ยงได้ (แต่โต๊ะข้างๆเป็นคนจีน ใส่ชุดวอร์มคอเต่าสีฟ้ามากินก็เป็นอะไรที่ขัดหูขัดตาเล็กน้อย)

โดยรวมแล้วร้านนี้ลบอคติต่ออาหารอังกฤษของเราไปได้เยอะ แต่ถามว่าทำให้รู้สึกว่าอาหารอังกฤษอร่อยจนอยากกินบ่อยๆมั้ย … เราว่ามันยังไม่ถึงขั้นนั้นนะ

ปล. เสียดายที่อิ่มไปหน่อย จริงๆใน Mandarin Oriental ชั้นล่างมี Bar Boulud ที่มีคนบอกว่าแฮมเบอร์เกอร์อร่อยมากๆอยู่อีกร้าน แต่กินไม่ไหวแล้ว … ไว้คราวหน้าจะกลับไปลองใหม่

One Comment

  1. July 23, 2015
    Reply

    ตับไก่ในผลส้มน่ากินมากค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *